“หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ระดับเอว” เรื่องใกล้ตัวที่ทุกวัยไม่ควรมองข้าม

Microscope

“หมอนรองกระดูกเสื่อมที่ระดับเอว” เรื่องใกล้ตัวที่ทุกวัยไม่ควรมองข้าม

รศ.นพ.อารีศักดิ์ โชติวิจิตร
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางกระดูกสันหลังและการผ่าตัดข้อเทียม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
19 กรกฎาคม 2556
หลายคนเข้าใจว่า “ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม (Degenerative disc)” เป็นภาวะที่มักจะพบในผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมเกิดขึ้นในร่างกายตามวัยที่สูงขึ้น แต่เชื่อหรือไม่ว่า จากสถิติของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังนั้นมีเพิ่มมากขึ้นในทุกช่วงอายุและในหลากหลายอาชีพ ซ้ำแล้วในวัยทำงานอย่างเราๆ ท่านๆ คืออายุตั้งแต่ 25 – 50 ปี ยังพบว่ามีผู้ที่ประสบภาวะนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอีกด้วย

จากการอธิบายของ รศ.นพ.อารีศักดิ์ โชติวิจิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางกระดูกสันหลังและการผ่าตัดข้อเทียม ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการหลัก ประการแรกคือการสึกหรอตามอายุการใช้งาน เช่น นั่งนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอริยาบท นั่งขับรถเป็นระยะทางไกลๆ เป็นกิจวัตร ประการที่สองคือ การยกของหนัก และประการที่สามคือเกิดภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณหมอนรองกระดูกน้อยลง ส่งผลให้กระดูกเสื่อมเร็วก่อนเวลาอันควร เหล่านี้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลังทั้งสิ้น”

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลัง ที่เอวระดับเข็มขัดและอาจร้าวลงไปถึงบริเวณด้านข้างของสะโพก ในบางรายที่มีอาการเฉียบพลัน เช่น ไปยกของหนักมีอาการเจ็บหลังร้าวลงขา ข้างใดข้างหนึ่งทันที แสดงว่า เกิดปริแตกหรือโป่งยื่นของหมอนรองกระดูก ทำให้มีส่วนเนื้อในของหมอนรองกระดูก(Nucleus) โป่งหรือทะลักออกมาไปกดทับเส้นประสาทที่ไปขา บางรายจะมีอาการชาและทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา อ่อนแรงของเท้า ทำให้เดินลำบาก ผู้ป่วยลักษณะนี้จะมีภาวะที่เรียกว่า “Acute Herniated Disc Syndrome”  ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน

Acute Herniated Disc Syndrome
ลักษณะหมอนรองกระดูกโป่งนูนมากดทับเส้นประสาทที่ไปขา

สังเกตอาการหมอนรองกระดูกเสื่อม

อาการที่แสดงว่าหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมที่เห็นเด่นชัดคือ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณเอว ลักษณะอาการปวดจะตื้อๆ ระดับเข็มขัดอาจร้าวลงมาที่บริเวณกล้ามเนื้อด้านข้าง ซึ่งอาการปวดจะมีส่วนสัมพันธ์กับการใช้งาน เช่น มีอาการปวดเมื่อนั่งนาน ขับรถนาน  ยืนนาน หรือเดินนาน บางรายอาจนั่งได้เพียง 10-15 นาทีก็จะมีอาการ แต่เมื่อนอนพักอาการปวดจะทุเลาลง ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการกดทับเส้นประสาทมากจะมีอาการปวดร้าวลงขา บางรายมีอาการชาและอ่อนแรงของขาหรือเท้าตามเส้นประสาทส่วนที่ถูกกดทับ

 

แนวทางในการรักษา
รศ.นพ.อารีศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งแรกแพทย์ต้องจะอธิบายให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองเป็นโรคอะไร มีลักษณะผิดปกติอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พร้อมกับแนะนำวิธีการดูแลรักษาตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้อง  “โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมหรือโป่งยื่น ส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด (ประมาณกว่า 90%ของผู้ป่วย)”  แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด ร่วมกับให้ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นรอบๆ เส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งจะทำให้อาการปวดลดลงได้ และอาจใช้การทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการชาและอ่อนแรง อาจให้ยาบำรุงเส้นประสาท หรือบางรายที่อาการรุนแรงอาจต้องหยุดพักงาน 2-3 วัน จากนั้นจะเริ่มกลับไปมีกิจวัตรประจำวันตามปกติ อีกแนวทางอีกวิธี คือ การฉีดยารอบเส้นประสาท (Selective nerve block) ด้วยการฉีดสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและระงับปวดบริเวณเส้นประสาท ในกรณีที่รักษาแบบเบื้องต้นดังกล่าวแล้วไม่ดีขึ้น

สำหรับข้อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยสมควรเข้ารับการผ่าตัด คือการรักษาด้วยวิธีการพื้นฐานไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีอาการชาหรืออ่อนแรงมากขึ้น  มีอาการชารอบก้น อั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่อยู่ เรียกภาวะนี้ว่า “Cauda Equina Syndrome“ ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่พบได้น้อย และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนทันที

เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด แพทย์จะทำการวินิจฉัยด้วยการส่งตรวจ MRI เพื่อดูลักษณะของหมอนรองกระดูกสันหลังที่โป่งยื่นหรือสึกหรอ การผ่าตัดจะเป็นการตัดชิ้นของหมอนรองกระดูกสันหลังที่โป่งยื่นออกมาเท่านั้น เรียกว่า “Discectomy” ซึ่งมีเทคนิคหลายวิธี ตั้งแต่เปิดแผลผ่าตัดขนาด 10 เซนติเมตร จนถึงการผ่าตัดเล็กขนาด 1-2 เซนติเมตร โดยใช้เทคนิคไมโครสโคปเข้าช่วย (Microdiscectomy)

Microscope

ห้องผ่าตัดพร้อมเครื่อง Microscope

“หลังการผ่าตัด คนไข้จะพักฟื้นอยู่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน จากนั้นสามารถกลับบ้านได้ แต่จะต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ”ข้อที่ต้องหลีกเลี่ยงหลังผ่าตัดอย่างน้อย 3 เดือน คือ  ห้ามยกของหนัก ห้ามก้มเก็บของหรือเอี้ยวบิดตัวรุนแรง หลีกเลี่ยงการไอจาม การเบ่งถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้เนื่องจากจะทำให้เกิดแรงดันในช่องหมอนรองกระดูกสันหลังสูงขึ้น เกิดความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บขึ้นได้ และไม่ควรนั่งนานเกิน 1 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ต้องหมั่นเปลี่ยนอิริยาบทบ่อยๆ ด้วยการลุก ยืน เดิน พร้อมกับการบริหารกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง

Credit: siphhospital.com

Share the Post

Comments

Comments are closed.